BIS เตือน ‘Stablecoin’ เสี่ยงทำระบบการเงินโลกแตกแยก จี้แบงก์ชาติเร่งพัฒนาเงินดิจิทัลสาธารณะ

Posted about 15 hours ago by Application Support

  • Topic is Locked
Application Support
Application Support Admin

ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (BIS) ออกโรงเตือนว่า การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเหรียญ Stablecoin (สินทรัพย์ดิจิทัลที่ผูกมูลค่าไว้กับสกุลเงิน Fiat) กำลังสร้างความเสี่ยงที่จะทำให้ระบบการเงินโลกเกิดความแตกแยก (Fragmentation) และลดทอนอำนาจการควบคุมทางการเงินของอธิปไตย พร้อมเรียกร้องให้ธนาคารกลางทั่วโลกเร่งพัฒนาเงินฝากในรูปแบบโทเคน (Tokenized Money) เพื่อเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า


ในรายงานเศรษฐกิจประจำปี (Annual Economic Report) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สถาบันการเงินซึ่งมีฐานอยู่ในเมืองบาเซิลแห่งนี้ ได้ประเมินตลาด Stablecoin ที่มีมูลค่ารวมกว่า 3.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างตรงไปตรงมา โดยระบุว่าสินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้ "ยังขาดคุณสมบัติเชิงสถาบัน" ที่จำเป็นต่อการทำหน้าที่เป็นเงินที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือในระดับโครงสร้างพื้นฐาน


เปิด 3 ความเสี่ยงใหญ่ของ Stablecoin ต่อระบบเศรษฐกิจ

รายงานของ BIS ได้เน้นย้ำถึงช่องโหว่เชิงโครงสร้างที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบการเงินโลกในวงกว้าง ดังนี้:

  • กระทบสภาพคล่องและสินเชื่อในระบบธนาคาร: หากเม็ดเงินจำนวนมากโยกย้ายจากบัญชีเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ไปสู่ Stablecoin ของภาคเอกชน จะทำให้เงินทุนของระบบธนาคารลดลง ซึ่งจะส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริง (Real Economy) ถูกจำกัดตามไปด้วย
  • วิกฤต "Stablecoin Dollarization": BIS แสดงความกังวลเป็นพิเศษต่อแนวโน้มที่ประเทศที่มีสกุลเงินท้องถิ่นอ่อนแอ หันไปใช้ Stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะบ่อนทำลายอธิปไตยทางการเงิน ลดประสิทธิภาพของนโยบายการเงินในประเทศ และเพิ่มความเสี่ยงต่อความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets)
  • กฎระเบียบในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอ: BIS ส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้กำหนดนโยบายว่า แนวทางการกำกับดูแล Stablecoin ในปัจจุบันอาจ "เอาไม่อยู่" หากสกุลเงินดิจิทัลเอกชนเหล่านี้ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง


วิจารณ์ยับ "Public Blockchain" (Bitcoin/Ethereum) สอบตกด้านเสถียรภาพ

นอกเหนือจาก Stablecoin แล้ว BIS ยังได้วิพากษ์วิจารณ์บล็อกเชนสาธารณะแบบไร้ตัวตน (Public Permissionless Blockchains) เช่น Bitcoin และ Ethereum อย่างรุนแรง โดยระบุว่าเครือข่ายกระจายศูนย์ที่ขาดโครงสร้างการบริหารจัดการส่วนกลาง ไม่สามารถตอบโจทย์ระบบโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบได้ เนื่องจาก:


ปัญหาเชิงโครงสร้างของบล็อกเชนสาธารณะ: ระบบที่ต้องอาศัยผู้ตรวจสอบความถูกต้อง (Validators) โดยจ่ายผลตอบแทนผ่านค่าธรรมเนียมธุรกรรม (Gas Fees) จะทำให้เกิดปัญหาคอขวด (Congestion) ระยะเวลาการยืนยันที่นานขึ้น และต้นทุนที่สูงลิ่วเมื่อมีผู้ใช้งานหนาแน่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็น "ข้อบกพร่องเชิงโครงสร้าง" ไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิคชั่วคราว จึงไม่เหมาะกับการเป็นระบบเงินตราที่เป็นหนึ่งเดียวได้


นอกจากนี้ บล็อกเชนสาธารณะยังขาดกรอบความรับผิดชอบและการกำกับดูแลที่ชัดเจน เมื่อไม่มีนิติบุคคลที่ระบุตัวตนได้มารับผิดชอบในการรักษาความถูกต้องของระบบ แก้ไขข้อพิพาท หรือปฏิบัติตามมาตรฐานความซื่อสัตย์ทางการเงิน เครือข่ายเหล่านี้จึงเผชิญอุปสรรคสำคัญในการรองรับกิจกรรมทางการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลขนาดใหญ่


ทางออกของอนาคต: "Unified Ledger" ระบบบัญชีรวมศูนย์ภายใต้กฎหมาย

อย่างไรก็ดี BIS ไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยี Tokenization (การแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปโทเคน) แต่เสนอให้เปลี่ยนมาใช้สถาปัตยกรรมที่เรียกว่า "Unified Ledger" (ระบบบัญชีรวมศูนย์) ซึ่งเป็นการรวมกันระหว่าง:

  1. เงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (Tokenized Central Bank Money)
  2. เงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในรูปแบบโทเคน (Tokenized Commercial Bank Deposits)
  3. สินทรัพย์ทางการเงินในรูปแบบโทเคน (Tokenized Financial Assets)

ระบบนี้จะทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์มที่ตั้งโปรแกรมได้ (Programmable Platforms) ภายใต้กรอบกฎหมายและสถาบันที่มีการกำกับดูแล


BIS สรุปว่า แนวทางนี้จะช่วยให้ระบบการเงินโลกได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี Tokenization เช่น การทำธุรกรรมที่ตั้งเงื่อนไขได้ (Programmable Transactions) และการชำระเงินที่รวดเร็วขึ้นในระดับวินาที โดยที่ไม่ต้องสูญเสียเสถียรภาพทางการเงิน ความถูกต้องชอบธรรม หรือความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบเงินตราเดิมไป


Disclaimer

  • ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ และเป็นข้อมูลที่อาจเชื่อได้ว่ามีความน่าจะเชื่อถือ แต่ทั้งนี้ บริษัทมิได้ยืนยันหรือรับรองถึงความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลดังกล่าวแต่อย่างใด ข้อความตามบทความนี้ เป็นข้อเท็จจริง และ/หรือ ความคิดเห็นของเจ้าของบทความ ณ วันที่แสดงผลในช่องทางที่บริษัทกำหนดเท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงหรือความคิดเห็นดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ภายหลังจากวันที่บทความนี้ถูกเผยแพร่ออกไป บริษัทจึงใคร่ขอให้ผู้อ่านศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อให้มีข้อมูลเพียงพอต่อการประกอบการตัดสินใจที่ดียิ่งขึ้น
  • ข้อมูลตามบทความฉบับนี้ที่บริษัทได้จัดให้มีการเผยแพร่นั้นไม่มีผลผูกพันต่อบริษัทแต่อย่างใด บริษัทเพียงนำข้อมูลมาแสดงเพื่อให้นักลงทุนสามารถใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น นักลงทุนจึงควรใช้ดุลพินิจในการพิจารณาตัดสินใจก่อนการลงทุนด้วยตนเอง
  • การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูงที่อาจก่อให้เกิดผลขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทุกคน ทั้งนี้ ก่อนการตัดสินใจซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ท่านควรพิจารณาถึงฐานะทางการเงิน วัตถุประสงค์ในการลงทุน ประสบการณ์ในการลงทุนของท่าน ตลอดจนความเสี่ยงที่ท่านสามารถยอมรับได้อย่างรอบคอบ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ท่านควรพิจารณาถึงความเสี่ยงทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นจากการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และท่านควรตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง


รายงาน: ihatetruffles

เรียบเรียง: ihatetruffles

อ้างอิง:https://cointelegraph.com/news/bis-warns-stablecoins-risk-fragmenting-global-financial-system

0 Votes


0 Comments