เผยสถิติสุดช็อก! 80% ของโปรเจกต์คริปโตที่ถูกแฮก "ไม่เคยฟื้นตัวได้เต็มร้อย" แม้จะแก้บั๊กแล้วก็ตาม

Posted about 2 hours ago by Application Support

  • Topic is Locked
Application Support
Application Support Admin

Mitchell Amador ซีอีโอของ Immunefi แพลตฟอร์มความปลอดภัย Web3 ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลว่า เกือบ 4 ใน 5 ของโปรเจกต์คริปโตที่เผชิญกับการถูกแฮกครั้งใหญ่ มักจะไม่สามารถกลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งเหมือนเดิม โดยระบุว่าสาเหตุหลักไม่ใช่เพียงแค่ "เงินที่สูญเสียไป" แต่เป็น "ความเชื่อมั่นที่พังทลาย"


ทำไมโปรเจกต์ส่วนใหญ่ถึง "ไปไม่รอด"?


จากการวิเคราะห์พบว่าความล้มเหลวไม่ได้เกิดจากทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก ความล้มเหลวในการปฏิบัติงาน (Operational Failure) ในช่วงเวลาวิกฤต:

  • ภาวะอัมพาตชั่วคราว: โปรเจกต์ส่วนใหญ่ไม่มีแผนรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉิน (Incident Plan) ทำให้เมื่อเกิดการโจมตี ทีมงานมักจะลังเลและถกเถียงกันจนทำให้การตัดสินใจล่าช้า
  • ความเงียบที่ทำลายล้างทุกสิ่ง: หลายทีมเลือกที่จะเงียบเพื่อรักษาชื่อเสียง แต่การขาดการสื่อสารที่ชัดเจนกับผู้ใช้กลับยิ่งสร้างความตื่นตระหนก (Panic) และทำลายความเชื่อมั่นอย่างถาวร
  • สภาพคล่องเหือดแห้ง: แม้จะแก้ไขช่องโหว่ทางเทคนิคได้แล้ว แต่นักลงทุนมักจะถอนตัวและสภาพคล่องจะลดลงจนโปรเจกต์เข้าสู่สภาวะ "ค่อยๆ ตายลง"


ภาพรวมความเสียหายและเหตุการณ์สำคัญ

  • มูลค่าความสูญเสียพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์: ในปีที่ผ่านมา มูลค่าความสูญเสียรวมพุ่งสูงถึง 3.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของการโจมตีที่เพิ่มมากขึ้น
  • การแฮก Bybit คือจุดเปลี่ยนสำคัญ: เหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายมากที่สุดคือการแฮก Bybit ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์ โดยเหตุการณ์นี้เพียงเหตุการณ์เดียว คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 41% ของมูลค่าความสูญเสียทั้งหมดในปีนั้น


เทรนด์การโจมตีที่ต้องเฝ้าระวัง

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือการปรับเปลี่ยนรูปแบบของมิจฉาชีพ โดยมีการนำ AI (Artificial Intelligence) เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการทำ Social Engineering และ Phishing ซึ่งช่วยให้สามารถหลอกลวงเหยื่อได้ในระดับสเกลที่ใหญ่ขึ้น (Mass Scale) และมีความแนบเนียนจนตรวจสอบได้ยากกว่าเดิม


"มนุษย์" คือจุดอ่อนที่อันตรายที่สุด

Alex Katz ซีอีโอของ Kerberus ให้ความเห็นว่า ในขณะที่ความปลอดภัยของ Smart Contract ดีขึ้น แต่ผู้ใช้กลับตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงที่แนบเนียนขึ้น


"ความผิดพลาดของมนุษย์คือจุดที่อ่อนแอที่สุด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีล่าสุดที่ผู้ใช้เสีย Bitcoin และ Litecoin มูลค่ากว่า 282 ล้านดอลลาร์ เพียงเพราะถูกหลอกโดยมิจฉาชีพที่ปลอมตัวเป็นฝ่ายสนับสนุนของ Trezor"


ความหวังในปี 2026: ยุคแห่งความปลอดภัยที่เข้มงวด


อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังมองโลกในแง่ดีว่าปี 2026 จะเป็นปีที่ความปลอดภัยของ Smart Contract แข็งแกร่งที่สุด เนื่องจากการใช้เครื่องมือตรวจสอบแบบ On-chain, ระบบ Firewall และการทำ Audit ที่เข้มงวดมากขึ้นได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการ


Disclaimer

  • ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ และเป็นข้อมูลที่อาจเชื่อได้ว่ามีความน่าจะเชื่อถือ แต่ทั้งนี้ บริษัทมิได้ยืนยันหรือรับรองถึงความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลดังกล่าวแต่อย่างใด ข้อความตามบทความนี้ เป็นข้อเท็จจริง และ/หรือ ความคิดเห็นของเจ้าของบทความ ณ วันที่แสดงผลในช่องทางที่บริษัทกำหนดเท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงหรือความคิดเห็นดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ภายหลังจากวันที่บทความนี้ถูกเผยแพร่ออกไป บริษัทจึงใคร่ขอให้ผู้อ่านศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อให้มีข้อมูลเพียงพอต่อการประกอบการตัดสินใจที่ดียิ่งขึ้น
  • ข้อมูลตามบทความฉบับนี้ที่บริษัทได้จัดให้มีการเผยแพร่นั้นไม่มีผลผูกพันต่อบริษัทแต่อย่างใด บริษัทเพียงนำข้อมูลมาแสดงเพื่อให้นักลงทุนสามารถใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น นักลงทุนจึงควรใช้ดุลพินิจในการพิจารณาตัดสินใจก่อนการลงทุนด้วยตนเอง
  • การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูงที่อาจก่อให้เกิดผลขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทุกคน ทั้งนี้ ก่อนการตัดสินใจซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ท่านควรพิจารณาถึงฐานะทางการเงิน วัตถุประสงค์ในการลงทุน ประสบการณ์ในการลงทุนของท่าน ตลอดจนความเสี่ยงที่ท่านสามารถยอมรับได้อย่างรอบคอบ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ท่านควรพิจารณาถึงความเสี่ยงทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นจากการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และท่านควรตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง


รายงาน: ihatetruffles

เรียบเรียง: ihatetruffles

อ้างอิง:https://cointelegraph.com/news/hacked-crypto-projects-never-fully-recover


0 Votes


0 Comments