ไม่มีการค้นหาล่าสุด
บทความที่ได้รับความนิยม
ขออภัย! ไม่พบอะไรสำหรับ
โพสต์แล้ว ประมาณ 4 ชั่วโมง ที่ผ่านมา โดย Application Support
Mitchell Amador ซีอีโอของ Immunefi แพลตฟอร์มความปลอดภัย Web3 ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลว่า เกือบ 4 ใน 5 ของโปรเจกต์คริปโตที่เผชิญกับการถูกแฮกครั้งใหญ่ มักจะไม่สามารถกลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งเหมือนเดิม โดยระบุว่าสาเหตุหลักไม่ใช่เพียงแค่ "เงินที่สูญเสียไป" แต่เป็น "ความเชื่อมั่นที่พังทลาย"
ทำไมโปรเจกต์ส่วนใหญ่ถึง "ไปไม่รอด"?
จากการวิเคราะห์พบว่าความล้มเหลวไม่ได้เกิดจากทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก ความล้มเหลวในการปฏิบัติงาน (Operational Failure) ในช่วงเวลาวิกฤต:
ภาพรวมความเสียหายและเหตุการณ์สำคัญ
เทรนด์การโจมตีที่ต้องเฝ้าระวัง
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือการปรับเปลี่ยนรูปแบบของมิจฉาชีพ โดยมีการนำ AI (Artificial Intelligence) เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการทำ Social Engineering และ Phishing ซึ่งช่วยให้สามารถหลอกลวงเหยื่อได้ในระดับสเกลที่ใหญ่ขึ้น (Mass Scale) และมีความแนบเนียนจนตรวจสอบได้ยากกว่าเดิม
"มนุษย์" คือจุดอ่อนที่อันตรายที่สุด
Alex Katz ซีอีโอของ Kerberus ให้ความเห็นว่า ในขณะที่ความปลอดภัยของ Smart Contract ดีขึ้น แต่ผู้ใช้กลับตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงที่แนบเนียนขึ้น
"ความผิดพลาดของมนุษย์คือจุดที่อ่อนแอที่สุด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีล่าสุดที่ผู้ใช้เสีย Bitcoin และ Litecoin มูลค่ากว่า 282 ล้านดอลลาร์ เพียงเพราะถูกหลอกโดยมิจฉาชีพที่ปลอมตัวเป็นฝ่ายสนับสนุนของ Trezor"
ความหวังในปี 2026: ยุคแห่งความปลอดภัยที่เข้มงวด
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังมองโลกในแง่ดีว่าปี 2026 จะเป็นปีที่ความปลอดภัยของ Smart Contract แข็งแกร่งที่สุด เนื่องจากการใช้เครื่องมือตรวจสอบแบบ On-chain, ระบบ Firewall และการทำ Audit ที่เข้มงวดมากขึ้นได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการ
Disclaimer
รายงาน: ihatetruffles
เรียบเรียง: ihatetruffles
อ้างอิง:https://cointelegraph.com/news/hacked-crypto-projects-never-fully-recover
0 โหวต
0 ความคิดเห็น
คนที่ชอบสิ่งนี้
This post will be deleted permanently. Are you sure?
Mitchell Amador ซีอีโอของ Immunefi แพลตฟอร์มความปลอดภัย Web3 ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลว่า เกือบ 4 ใน 5 ของโปรเจกต์คริปโตที่เผชิญกับการถูกแฮกครั้งใหญ่ มักจะไม่สามารถกลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งเหมือนเดิม โดยระบุว่าสาเหตุหลักไม่ใช่เพียงแค่ "เงินที่สูญเสียไป" แต่เป็น "ความเชื่อมั่นที่พังทลาย"
ทำไมโปรเจกต์ส่วนใหญ่ถึง "ไปไม่รอด"?
จากการวิเคราะห์พบว่าความล้มเหลวไม่ได้เกิดจากทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก ความล้มเหลวในการปฏิบัติงาน (Operational Failure) ในช่วงเวลาวิกฤต:
ภาพรวมความเสียหายและเหตุการณ์สำคัญ
เทรนด์การโจมตีที่ต้องเฝ้าระวัง
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือการปรับเปลี่ยนรูปแบบของมิจฉาชีพ โดยมีการนำ AI (Artificial Intelligence) เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการทำ Social Engineering และ Phishing ซึ่งช่วยให้สามารถหลอกลวงเหยื่อได้ในระดับสเกลที่ใหญ่ขึ้น (Mass Scale) และมีความแนบเนียนจนตรวจสอบได้ยากกว่าเดิม
"มนุษย์" คือจุดอ่อนที่อันตรายที่สุด
Alex Katz ซีอีโอของ Kerberus ให้ความเห็นว่า ในขณะที่ความปลอดภัยของ Smart Contract ดีขึ้น แต่ผู้ใช้กลับตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงที่แนบเนียนขึ้น
"ความผิดพลาดของมนุษย์คือจุดที่อ่อนแอที่สุด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีล่าสุดที่ผู้ใช้เสีย Bitcoin และ Litecoin มูลค่ากว่า 282 ล้านดอลลาร์ เพียงเพราะถูกหลอกโดยมิจฉาชีพที่ปลอมตัวเป็นฝ่ายสนับสนุนของ Trezor"
ความหวังในปี 2026: ยุคแห่งความปลอดภัยที่เข้มงวด
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังมองโลกในแง่ดีว่าปี 2026 จะเป็นปีที่ความปลอดภัยของ Smart Contract แข็งแกร่งที่สุด เนื่องจากการใช้เครื่องมือตรวจสอบแบบ On-chain, ระบบ Firewall และการทำ Audit ที่เข้มงวดมากขึ้นได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการ
Disclaimer
รายงาน: ihatetruffles
เรียบเรียง: ihatetruffles
อ้างอิง:https://cointelegraph.com/news/hacked-crypto-projects-never-fully-recover
0 โหวต
0 ความคิดเห็น